|
ความสับสนระหว่าง พรบ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ปี ๔๓ กับ พรบ.วิสาหกิจชุมชน ๔๘ สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล เขียน เมื่อปี ๒๕๔๒ การประชุมของธนาคารโลก ในNGOs Forum ครั้งนั้นได้กำหนด คำว่า "Community Business" และ "Community Enterprise" เป็น "ธุรกิจชุมชน" และ "วิสาหกิจชุมชน" ชัดเจน ปี ๒๕๔๓ ได้มี พรบ.ส่งเสริมวิสาหกิจ ขึ้นมา เป็นกฏหมายที่ให้การสนับสนุน วิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม พร้อม มีธนาคารส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อให้การช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ด้านเงินทุน พรบ.วิสาหกิจชุมชน ปี ๒๕๔๘ เกิดจากเครือข่ายองค์กรชาวบ้านทั่วประเทศ เห็นความไม่มั่นคงของการทำธุรกิจชุมชน และวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม จึงได้เสนอ "วิสาหกิจชุมชน"ขึ้นมา เพื่อเป็นโอกาสให้ชุมชนได้ช่วยเหลือวิสาหกิจเหล่า นั้น และความยั่งยืนของการพัฒนาเศรษฐกิจของบ้านเมืองเรา.....
|
|
ความแตกต่างระหว่าง พรบ.วิสาหกิจชุมชน กับ วิสาหกิจชุมชนของชาวบ้าน..๑ สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล เขียน 
หลังจากที่ ประกาศ พรบ.วิสาหกิจชุมชน มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ชาวบ้านที่นำเสนอร่าง พรบ.ฉบับนี้ ก็ถอยกันหมด เพราะไม่แน่ใจว่า กำลังทำอะไร ...มีเพียงแต่ ดร.เสรี พงศ์พิศ ท่านเดียว ที่ให้ความกระจ่าง แจ้ง แล้วนำเอาความไม่ชัดเจน การบิดเบือนเจตนารมณ์ ของร่าง พรบ.ฉบับนี้ เปรียบเทียบให้เห็น จนต้องบอกว่า หาอ่านจากหนังสือเล่มข้างต้น ก็จะได้คำตอบที่คาใจทุกท่าน.... ส่วนรายละเอียด ส่วนหนึ่ง ติดตามได้จาก อ่านต่อในรายละเอียดครับ |
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
การเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียนและ เปิดเสรีการค้าของมหาวิทยาลัยชีวิต อ.สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ เขียน 
วันนี้สถาบันการศึกษา แบ่งเป็น สองฟากชัดเจน หนึ่งเป็นสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ เป็นสถาบันการศึกษาที่มุ่งผลิตนักวิชาชีพชั้นสูงเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม เรียกว่า มหาวิทยาลัยเพื่ออุตสาหกรรม (University for Industry - UFI) ส่วนมหาวิทยาลัยชีวิต หรือสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนก็เป็น มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน (University for Community- UFC) . ที่กล่าวมานี้ มิได้หมายความว่า UFC ดีกว่า มีคุณค่ากว่า มีประโยชน์กว่า UFI ทั้งสองต่างก็มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อประชาชนและบ้านเมือง เพียงแต่มีหน้าที่ต่างกัน ในขณะที่ UFI เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ารับการศึกษาเพื่อเป็นนักวิชาชีพชั้นสูง เช่น นักวิทยาศาสตร์, สถาปนิก, วิศวกร, นักบัญชี, นักกฎหมาย ฯลฯ ส่วน UFC ก็ช่วยให้ประชาชนที่มีอาชีพการงานแล้วในท้องถิ่นต่างๆ ได้พัฒนาตน ครอบครัว ชุมชน และท้องถิ่นของตนให้เข้มแข็งขึ้น . ชุมชนที่เข้มแข็งคือ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทั้งรู้จักตนเอง และรู้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก เป็นชุมชนที่สมาชิกร่วมกันสร้างระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง (ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง) นักศึกษาของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนได้รับการคาดหวังว่า เป็นผู้ที่รู้เท่าทัน(กิเลส)ตน รู้วิธีการเปลี่ยนแปลงตน(สู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น) รู้ทรัพยากรในท้องถิ่นตน (ทั้งทุนทรัพยากร ทุนภูมิปัญญา และทุนทางสังคม) และสามารถร่วม "ขบวนการ" สร้างชุมชนเข้มแข็งและเครือข่ายได้ สามารถต่อกรกับกระแสภายนอกที่ถั่งโถมเข้ามาได้ โดยเฉพาะกระแสบริโภคนิยม
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียงภาคประชาชน ดร.เสรี พงศ์พิศ เขียน 
ปีใหม่ ๒๕๕๕ เริ่มต้นด้วยสิ่งดี ๆ เป็น สิ่งที่นำความปลาบปลื้มยินดียิ่งสำหรับประชาชนชาวไทย คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน ส.ค.ส. ปี ๒๕๕๕ แก่ประชาชนทั้งประเทศ เป็นปกติ แต่ปีนี้เหมือนได้ขวัญและกำลังใจ เพราะหลายคนบอบช้ำจากเหตุการณ์มหาอุทกภัย ที่เกิดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เริ่มปีใหม่ ๒๕๕๕ เราจึงไม่ควรรบเร้าให้รัฐจัดการพัฒนาประเทศ “แบบพอเพียง” แต่ควรลงมือทำแผนทำยุทธศาสตร์พัฒนาตนเอง พัฒนาชุมชน พัฒนาท้องถิ่นที่ตนเองรับผิดชอบ สานเครือข่ายพอเพียงให้กว้างไกลและเข้มแข็ง ถ้า “ข้างบน” ไม่เอาก็ไม่เป็นไร เราทำจาก “ข้างล่าง” ก็ได้ ความจริง ชุมชนจำนวนมากได้ “ลอดรัฐ” และ “ข้ามรัฐ” ไปนานแล้ว ไปถามชุมชนอย่าง “ไม้เรียง” ที่นครศรีธรรมราช หรือเครือข่ายชุมชน “คนอินแปง” แถวภูพาน และอีกมากมายหลายแห่งดูก็ได้ ว่าพวกเขาได้ลุกขึ้นมากำหนดชีวิตของตนเองอย่างไร และทำไม
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
แนวคิดเรื่องแผนแม่บทชุมชน.......๒ สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล เขียน 
แผนแม่บทชุมชน เป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนตำบล ว่าตนเองจะเดินไปทางไหน หรือมีเป้าหมายในการพึ่งพาตนเองมากน้อยเพียงใด...เป็นการตั้งหลักว่า ถ้าบ้านเรามีปัญหา มีทุกข์กันเรื่องหนี้สิน ,ข้าวปลาอาหารไม่พอกิน ,เราจะช่วยเหลือกันอย่างไร,ลดรายจ่าย ทำได้อย่างไร,ของใช้อะไรลดรายจ่ายได้ หรือปุ๋ยยาฆ่าแมลง ไม่ควรใช้ ผลิตกันเอง ทำกันเอง ในราคาประหยัดได้หรือเปล่า... คิดเรื่องแบบนี้ ไม่ให้ ต้นทุนบานปลาย มโหฬาร เช่น ต้นทุนการปลูกยางพารา ,และดูแล ต่อปี ๑๓๐ บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรตาสีตาสาจะมีทุนให้ลงทุนหรือ..ถ้าราคายางพารา ตกลงเหลือ ๕๐ บาท จะทำอะไรได้ ให้รัฐบาลประกันราคา ๑๒๐ บาท แต่ต่างประเทศเขามียางแล้ว และเขาซื้อเพียง กิโลกรัมละ ๕๐ บาท เราจะทำอย่างไรกันครับ การวางแผนแม่บทชุมชน การคำนวณต้นทุนการผลิต เป็นการคิดแบบไม่หักโหม ไม่ล้มแบบละลาย อาจจะล้มได้ แต่ไม่หนักหน่วง พอจะดำรงอาชีพต่อไปได้ แต่ถ้าไม่มี "แผนแม่บทชุมชน" หรือ "แผนชุมชนพึ่งตนเอง" แล้วจะดำเนินชีวิต ,อาชีพ,การเงิน และสุขภาพ อย่างไรต่อไป
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
แนวคิดเรื่องการจัดทำแผนแม่บทชุมชน...๑ สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล เขียน 
ปัจจุบันการทำข้อมูลชุมชน ซึ่งเป็นความจำเป็นหนึ่งในสามเรื่อง ของ ชุมชนต้นแบบอย่าง บ้านหนองกลางดง ต.ศิลาลอย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั้นยังมีการจัดทำต่อเนื่องกันไปทุกปี ไม่ขาด เพราะผญ.โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ คิดว่าเรามีข้อมูล เราถึงแก้ปัญหาต่าง ๆ ของหมู่บ้านเราได้อย่างมีทิศทาง และเรื่องที่สอง คือ การจัดตั้ง สภา๕๙ เป็นคณะบุคคลที่มาจากการคัดเลือกกันเอง เป็น "คนดี คนเก่ง" ของบ้านหนองกลางดง เพื่อร่วมประชุมปรึกษาปัญหาทุกข์ของหมู่บ้านกัน ดำเนินการไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีแล้ว เรื่องที่สาม คือ การมีกองทุนชุมชน สำหรับบ้านหนองกลางดง ดำเนินเรื่องกลุ่มออมทรัพย์มาไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปีเหมือนกัน ยอดเงินหมุนเวียนไม่น้อย แต่เป้าหมายอยู่ที่การสร้างแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับชาวบ้านบ้านหนองกลางดงนั้นเอง... นับเป็นสามก้อนเส้าที่ก่อให้บ้านหนองกลางดงได้ประสบความสำเร็จอย่างในทุกวันนี้ แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือ บ้านหนองกลางดง มี " แผนชุมชนพึ่งตนเอง" หรือแผนแม่บทชุมชนนั่นเอง โดยคณะผู้นำ ๕๙ นำทีมกันไปเรียนนรู้ ๗ วัน ๗ คืน ไปเรียนรู้การทำแผนที่ไม้เรียงในยุคนั้น จนวันนี้ เป็นหมู่บ้านต้นแบบของเศรษฐกิจพอเพียง และแผนชุมชนพึ่งตนเองไปแล้ว...
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
การศึกษาแบบไหนที่จะทำให้บ้านเมืองก้าวพ้นวิกฤต? อ.สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ เขียน 
ต้นเหตุใหญ่ของปัญหาต่างๆ ในบ้านเมืองเราวันนี้คือ "ความไม่รู้" (ignorance) หนึ่ง กับยังขาด "ปัญญา" (wisdom) อีกหนึ่ง ความไม่รู้นี้ต่างกับ "ความโง่" (stupidity) คนไทยไม่โง่ เพียงแต่ "ไม่รู้" มากกว่า ปัญญานี้ก็ไม่ได้หมายเพียงแต่ฉลาดแก้ปัญหาต่างๆ ได้เท่านั้น แต่ยังต้องมี "จิตตปัญญา" (spirituality) อันหมายถึง ปัญญาในการเข้าใจตนเอง และพัฒนาเปลี่ยนแปลงตนสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้นของแต่ละบุคคล
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
 สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕... ขอพรอันประเสริฐ เลิศล้ำในหล้าโลก ไร้ทุกข์โศกโรคภัย ใจอิ่มหมี มั่งมีทรัพย์หมื่นแสน ล้นทวี ในหัวใจชีพนี้ อุทิศตน ประชาชน เจ็บข้น แค้นแน่นจิต มีชีวิต ก็เหมือนไม่ ไร้สุขขา ให้เงินตรา เท่าใด ไม่เยียวยา ต้องรักษา วิชามี หนี้แก้จน .... เพราะความคิด แบบเก่า เร้าดวงจิต ไม่คิดผิด ติดรวย ไม่ช่วยเขา คิดอยากมี อยากเป็น ไม่บรรเทา คิดไม่เอา ความรู้ ประดับกาย.. กลายเป็นหนี้ เพราะขาด ระเบียบคิด ชีวิตติด วงจร ย้อนแก้ไข แผนงาน แผนเงิน ทนทำไป จะแก้ได้ เพราะแผนดี มีเป้าเอย.. ด้วยความปรารถนาดี มูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (สสวช.)
|
|
วลีเด็ดวันนี้ "ความเจริญ หมายถึง ทำอย่างไรให้คนบ้านเรามีศักดิ์ศรี" จาก คุณสมชาย จริยเจริญ นายกเทศมนตรี ทต.เมืองแกลง เขียนโดย สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล
 คำพูดของนายกสมชาข จริยเจริญ คำหนึ่งน่าสนใจมาก คือ "ความเจริญ หมายถึง ทำอย่างไรให้คนบ้านเรามีศักดิ์ศรี" เป็นความคิด หรือแนวคิดที่น่าสนใจยิ่ง เพราะว่า นายกเทศมนตรี ต.เมืองแกลง คนนี้ ต้องมีนัยยะแฝงไว้แน่นอน.... ภาพของแนวคิดเรื่อง ความเจริญ จึงฉายออกมาเป็น ภาพข้างต้นที่ได้เห็นกัน.... แนวคิดหลัก คือ ๑. พึ่งพาตนเองให้ได้ส่วนใหญ่ ๒.รู้จักใช้ประโยชน์จากที่ดิน ..เกษตร,ธุรกิจ,อุตสาหกรรรม,ท่องเที่ยว ๓.ดูแลมลพิษให้เป็นทั้งอำเภอ ๔.รู้ว่าความสามารถในการทำธุรกิจแบบไหน ๕.สิ่งแวดล้อมต้องดี,มีสมดุลระหว่างดิน,น้ำ,ลม,อากาศ ประการสุดท้าย คือ ๖.ต้องรู้จักวัฒนธรรมของตัวเอง...ไม่เพียงแค่รักษาได้ แต่ต้องรักษาเป็น ยั่งยืนตลอดไป
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
ดูงานการจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองระยอง....๑ สมพงศ์์ ตันติวงศ์ไพศาล เขียน 
"แกลง" เป็นภาษา"ซอง" ชนเผ่าที่เคยอยู๋อาศัยในแถบจังหวัดระยองมาแต่ดั้งเดิม มีความหมายว่า "แหวน" โดยตั้งตามชื่อหนองใกล้บริเวณซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเมืองแกลงในอดีต อันมีลักษณะกลมเป็นรูปวงแหวน (เก็บความจาก หนังสือที่ระลึกในงานฉลองสมณศักดิ์และเกียรติบัตรความเป็นกวี พระพิพัฒน์ ปริยัตยานุกูล(หลวงพ่อไพทูรย์) วัดซากมะกรูด อ.แกลง จ.ระยอง ๑๑ ธันวาคม ๒๕๓๗) นอกจากความเป็นชุมชนเก่าแก่มาแต่ครั้งบรรพกาล พร้อมยังมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายแล้ว อำเภอแกลง ยังมีโบราณสถาน โบราณวัตถุที่มากคุณค่ายิ่ง นับเป็นเพชรน้ำหนึ่งของภาคตะวันออกของไทยเลยทีเดียว เพราะเป็นเมือง หรือเทศบาลก็มีปัญหาเรื่องตลาด เรื่องชุมชน เรื่องโรงฆ่าสัตว์ เรื่องขยะเป็นปัญหาสำคัญ แต่พอเป็นแหล่งชุมชนตลาด ๑๐๐ ปีที่ไม่ต้องง้อคนภายนอก แหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่กระจายไปทั่วจังหวัดก็กลายเป็นสถานที่พัก แหล่งท่องเที่ยว ต้อนรับนักท่องเที่ยว ที่มาพร้อมกันระหว่างเงินรายได้เข้าชุมชนกับ ขยะของเสียที่เกิดขึ้น... แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมของ เทศบาลตำบลเมืองจึงน่าสนใจยิ่ง ประกอบกับปีนี้ เทศบาลตำบลเมืองแกลง ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวประจำปี ๒๕๕๔ ด้วย ยิ่งเป็็นการการันตี ประสิทธิภาพการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีแห่งหนึ่งของไทยเรา
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|
เดือนของการประชาคม โครงการ SML..... สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล เขียน 
เดือนนี้(ธันวาคม ๒๕๕๔) กลายเป็นเดือนแห่งการประชาคม ของทุกหมู่บ้านไปแล้ว..จะคุยเรื่องอื่น ก็ไม่ได้ เพราะเรี่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะถ้าขืนช้า...ก็จะได้งบประมาณในปีถัดไปแทน.... โดยออกมาเป็น สองส่วนคือ ส่วนแรก เป็นโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน ในความรับผิดชอบของกรมการปกครอง ให้ผวจ. และนายกเทศมนตรีเมืองขึ้นไปดูแล สองคือเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้าน ระยะสาม โดยกรมพัฒนาชุมชน ดูแล ส่วนของโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน มียอดงบรวม ๖,๐๐๐ ล้านบาท กระจายไปทั่วประเทศ มีเกณฑ์ ในการวัดคือ s1 หมู่บ้้านขนาดจิ๋ว ประชากรไม่เกิน ๒๐๐ คน รับได้ ๑ แสนบาท s2 ประชากรมากกว่า ๒๐๑ คนแต่ไม่มากกว่า ๓๕๐ คน รับได้ ๒ แสนบาท s3 ประชากร ๓๕๐ แต่ไม่เกิน ๕๐๐ รับ ๓ แสนบาท ส่วนขนาดกลาง ตั้งแต่ ๕๐๑ ไม่เกิน ๑ ,๐๐๐ คน รับ ๔ แสนบาท สุดท้าย ขนาดใหญ่ ๑,๐๐๑ ขึ้นไป รับ ๕ แสนบาท..และทุกแห่งต้องทำประชาคม ให้เสร็จพร้อมคีย์ข้อมูล เข้า http:sml.dopa.go.th ภายในวันที่ ๑๙ ธ.ค.นี้ จะได้รับอนุมัติจากจังหวัด และกทบ. ภายใน วันที่ ๒๖ ธ.ค.นี้ เป็นวันแรกที่อนุมัติงบประมาณ... โดยทำตามกฏโปร่งใส ๗ ข้อ เป้าหมายเพื่อช่วยเหลือ จังหวัดที่น้ำท่วมได้ฟื้นฟูหมู่บ้าน จากงบนี้
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|
วิสัยทัศน์สังคมไทย หลังน้ำท่วม ดร.เสรี พงศ์พิศ เขียน 
น้ำท่วมที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ตามธรรมชาติ ที่เหนือความคาดหมายของนักวิชาการ นักพยากรณ์อากาศ นักป้องกันอุบัติภัย และรัฐบาล ตลอดระยะเวลา กว่า ๖๐ ปีที่ กรุงเทพฯ ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มา... พอน้ำท่วม ผู้คนทั้งหลาย ก็ประมาท คิดว่าคงเหมือนไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีใครว่า เหมือนเมื่อครั้ง ๖๕ ปีที่ผ่านมา เพราะเทคโนโลยีเจริญขึ้นมาก วิทยาศาสตร์เจริญไปถึงไหน การชลประทานก้าวไกล ๑๐๑ ปี แต่ปีนี้ทำให้หลายหน่วยงานคิดว่า เพราะประมาทไปหน่อยเหตุการณ์แบบนี้ถึงเกิดขึ้น..... วันนี้หลายเรื่องจึงถูกนำมาคิดใหม่ รัฐบาลเองก็คงต้องคิดหนัก เพราะแนวทาง การเสนอให้ย้ายเมืองหลวง เพื่อป้องกันน้ำท่วมคราวต่อไป ก็ยิ่งมีการกล่าวกันหนาหูมากขึ้น แม้กระทั่ง จะยื่นเป็นวาระแห่งชาติ แนวทางอื่่นก็มีอีก เช่นการสร้าง Floodway จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงทั้งฝั่งทั้ง ด้านคลองด่าน แม่น้ำบางปะกง ด้านแม่น้ำท่าจีน หรืออื่น ๆที่คิดจะทำได้ หรือแนวทางการสร้างแนวเขื่อนยาว เหมือนที่กรุงเทพฯจัดทำไว้แล้ว ที่จังหวัดอื่นเช่น นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา เป็นต้น การคิดแบบยั่งยืน จึงต้องมี "วิสัยทัศน์" ๑๐ ปี ๒๐ ปี เพื่อความมั่นคง และมั่นใจว่า แนวคิดดังกล่าวจะได้สานต่อไป ถึงฝันได้ ..การเลือกก่อนตัดสินใจสิสำคัญ...ถ้ามีตัวเลือกให้เลือกว่า ๑. รักษากรุงเทพฯสุดชีวิต วิสัยทัศน์ก็ต้องเป็นอีกแบบ ๒..๓..๔..๕...๖.อาจจะเป็นย้ายเมืองหลวง กรุงเทพฯไปอยู่ต่างจังหวัด ก็ต้องมีวิสัยทันศ์ อีกแบบ ... แล้วถ้ารัฐบาลบอกว่า ไม่เอาข้อเสนอทั้งหมดที่ว่ามา แต่คิดกลับกันแทนการย้ายเมือง เป็นการย้ายคน แนวนี้ อ.เสรี พงศ์พิศ กลับนำเสนอว่า ถ้าให้คนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นคนต่างจังหวัด กลับจังหวัดตัวเอง แล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดขานรับ โดยกำหนดให้จังหวัดตัวเอง รองรับคนกรุงเทพฯ ที่เป็นคนจังหวัดตัวเองได้ จำนวน กี่เปอร์เซนต์ต่อวาระ...เช่น ๕ ปี เพิ่มขึ้น ๑๐ % แต่เป็นคนที่สมัครใจย้ายจากกรุงเทพฯ กลับจังหวัดตัวเอง ตั้งแต่ ๕๐% ถึง ๑๐๐ % เป็นต้น จังหวัดไหนบริหารงานแบบนี้สำเร็จก็ให้บริหารงานจังหวัดนั้น จนเกษียณ แต่ถ้าไม่ได้ ก็ย้ายเข้ากระทรวงไป
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|
Flood way คำนี้ได้ยินมาจากในหลวง ปี ๓๘ สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล เขียน 
เมื่อเช้านี้ข้าพเจ้า เปิด ช่อง ๓ "เรื่องเล่าเช้านี้" ของคุณสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ตอนหกโมงยี่สิบเก้านาที พูดถึงเรื่องการที่น้ำท่วมกรุง เมื่อปี ๒๕๓๘ คุณสรยุทธ์ บอกว่า น้ำท่วม วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๘ ในหลวงของเราได้เรียกประชุมคณะรัฐบาล เพื่อระดมความคิดแก้ปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้ วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๓๘ เท่ากับในหลวงเร่งแก้ปัญหาหลังน้ำท่วม ๑ วัน ประชุมทันที.... ในใจความพระราชดำรัสครั้งนั้น คือ การกล่าวถึง คลองระบายลงสู่ทะเล ยังทรงดำรัสถึง พื้นที่ สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าได้เวนคืน เพื่อให้เป็นทุ่งรับน้ำ แถวรังสิต แล้วกล่าวว่า ในหลวง รัชกาลที่๕ พระองค์คิดการไกล ไว้เป็นที่ระบายมวลน้ำ ขนาดใหญ่ลงสู่ทะเล พื้นที่เหล่านั้นตอนนี้ถูกบุกรุกจากชาวบ้าน ซึ่งถือว่าผิดกฏหมาย..แล้วมีคนมาซื้อจากชาวบ้าน..นักธุรกิจเหล่านั้นก็ทำผิดกฏหมาย พอทำหมู่บ้านจัดสรร ก็ขายต่อให้ประชาชนมาอยู่อาศัย ก็ผิดกฏหมายเหมือนกัน ...แต่พอน้ำท่วม รัฐบาลเอาดินไปกั้น ไปทำประตูน้ำ เร่งระบายน้ำ กั้นน้ำบางแห่ง ซึ่งความจริง ถูกกฏหมาย แต่ชาวบ้านไม่ยอม...... จนพระองค์ดำรัสถึง "Flood way" ซึ่งมีในอเมริกา ประเทศเขาลำบากเรื่องน้ำดื่ม น้ำใช้มาก เพราะคาลิฟอร์เนีย รัฐเดียวก็ใช้น้ำเป็นจำนวนมากกว่าแม่น้ำสายหนึ่ง แล้ว ประเทศเขาจึงสร้าง "Flood way" ไว้ เพื่อรองรับน้ำฝนที่ตกลงมาแล้วน้ำก็จะท่วมขังเต็ม รัฐก็ดึงน้ำเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ พื้นที่ให้ประโยชน์ก็จริง ก็มีโทษเหมือนกัน รัฐเขากันพื้นที่ไว้ ไม่ให้ประชาชนเข้าไปอาศัย และถ้าเข้าไปอาศัยก็ได้แต่เขาไม่รับผิดชอบ ...สำหรับชาวบ้านที่ไปอยู่อาศัยบริเวณนั้น ...ถ้าน้ำท่วมบ้าน ท่วมพื้นที่ทำเกษตรต่าง ๆ ห้ามมาเรียกร้อง ...เพราะเขาบอกแล้วว่าน้ำจะท่วม ...Flood way จึงมีไว้เก็บน้ำอย่างเดียว สำหรับ อเมริกา...
|
|
|
วิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับ ม.ชีวิตอย่างไร? สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล เขียน 
การเรียนการสอนของ สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน (ม.ชีวิต) ในปีแรก วิชาพื้นฐานหลายวิชาก็กลายเป็นเรื่องยากสำหรับ นักศึกษา เพราะต้องมีวิชาพื้นฐาน เช่น ภาษาอังกฤษ ,ภาษาไทย,วิทยาศาสตร์ และคอมพิวเตอร์พื้นฐาน เป็นต้น ... วิทยาศาสตร์ หรือรายวิชาการสร้างความตระหนักในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ จึงเป็นวิชาที่นักศึกษา ม.ชีวิต เล็งเห็นแล้วว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องเรียน เพราะเนื้อหาหลักของ เน้นไปที่สาขาศิลปศาสตร์ แต่เพราะ ทางหลักสูตรบังคับไว้ว่าต้องมีเรียนอย่างน้อย ๑ วิชา จึงต้องมีประกอบเรียนในระดับปริญญาตรี แต่เรียนอย่างไรให้ได้ผล เรียนอย่างไร สามารถบูรณาการกับวิชาอื่น ๆ ได้ ก็ต้องสร้างความเข้าใจกับผู้สอนและนักศึกษา นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้แตกต่างกันกับชาวบ้าน ประชาชน ทั่วไป แต่เพราะมีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์จึงทำให้การใช้ชีวิตเป็นได้ทั้ง ความสะดวก ความง่าย และการอยู่ร่วมอย่างเข้าใจได้... เช่นความรู้ทางด้านจุลินทรีย์ชีวภาพ( EM ) ก็เป็นวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่ชาวบ้านทำกันอยู่แต่ไม่รู้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ..เพราะฉะนั้นการเรีียนวิชาการสร้างความตระหนักทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงนำเอาวิทยาศาสตร์มาใช้ให้ได้ในชีวิตนั้นเอง
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|
ลำมะโดง สิ่งแวดล้อมแบบองค์รวม สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล เขียน 
แม่กลอง หรือจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่คลองซอยไม่น้อยกว่า พันแห่ง เป็นเมืองแห่งน้ำ เหมือนเวนิชตะวันออกอีกเมืองหนึ่ง การสร้างคูคลองเป็นจำนวนมาก มีความหมายสำหรับชาวแม่กลอง มีความหมายสำหรับอาชีพ มีความหมายสำหรับ สิ่งแวดล้อม... วันนี้ที่ดินในแม่กลองเริ่มเปลี่ยนมือไปสู่คนต่างจังหวัด ที่ไม่ใช่คนแม่กลองเยอะขึ้น ๒๐ เปอร์เซนต์ ที่เปลี่ยนไป ถมคู คลอง ลำมะโดง ไปสิ้น เพราะคิดแบบแยกส่วน อยากมีน้ำ ก็ต่อสปิงเกอร์ ถมที่ดิน ปลูกก็ได้ ลำมะโดงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ...ถมที่ลงลำมะโดง เพราะชาวแม่กลองกำหนด กันเองว่า ลำมะโดงจะต้องช่วยกันออกคนละครึ่ง ...ชีวิตคนละครึ่ง ของลำมะโดงครึ่งเดียว จะมีผลกระทบอย่างไร....ชาวแม่กลองเริ่ม ตระหนักคิดแล้ว
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|
การเรียน ม.ชีวิต ทำไมต้องบูรณาการวิชาที่เรียน สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล เขียน 
เข้าเทอมที่สองแล้วสำหรับ ศรป.แต่ละแห่ง และศรช. การเปิดการเรียนการสอน ของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน แบบนี้ จึงต้องสร้างอัตลักษณ์ของ ม.ชีวิต ขึ้นมา.... การบูรณาการวิชาที่เรียน ของนักศึกษา เป็นเรื่องแปลกใหม่ ...สำหรับวงการการศึกษา แต่ไม่แตกต่าง ....แปลกใหม่ แต่ไม่แตกต่าง .....ที่ผ่านมา ม.ชีวิต เราก็พยายามทำเรื่องนี้มาตลอด เช่นช่วงที่ทำงานร่วมกับ ม.รามคำแหง ก็เน้นไปที่ ป.ตรี ..จนถึง ม.ราชภัฏ ก็ดำเนินการแบบนี้มาตลอด เช่นรายวิชา แผนแม่บทชุมชน ๑ ต่อไปที่แผนแม่บทชุมชน ๒ และสัมมนาแผนแม่บท เป็นต้น... แต่ตอนนั้นเป็นเพียงวิชาที่เรียนจะใช้เวลาเพียงแค่ ๓ เดือนต่อเทอม...เมื่อเน้นการปฏิบัติ "แผนแม่บท" ไม่สามารถดำเนินการสำเร็จได้ภายใน ๓ เดือน จึงได้ต่อเป็น แผนแม่บท ๒ และสัมมนาแผนแม่บท คือรวมความได้เวลา อย่างน้อย ๙ เดือน ถึง ๑ ปี สำหรับ การเรียนการสอน ของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน(ม.ชีวิต) ที่ได้รับการอนุญาตให้จัดตั้งได้เมื่อ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ ได้พัฒนาปรับปรุงหลักสูตรของระดับปริญญาตรี ใหม่อีกครั้ง โดยให้จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงของวิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันเป็นองค์รวม จะทำให้การเรียนการสอนของ สถาบันการเรียนรู้เพือปวงชน สมบูรณ์ยิ่งขึ้น...
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|
ภูมิคุ้มกันชีวิต.........๓ สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล เขียน 
ภูมิคุ้มกันลำดับสุดท้าย คือการเชื่อมโยงตัวเอง กับโลก เชื่อมโยงตัวเองกับจักรวาล ในอดีต มนุษย์ อาศัยธรรมชาติกว่าปัจจุบัน ต้องเผชิญสิ่งต่าง ๆ น้ำท่วม หิมะตก ความแห้งแล้ง และด้วยภัยธรรมชาติ มีอำนาจเหนือมนุษย์ มีพลังรุนแรงพร้อมที่จะทำลายสิ่งที่มนุษย์ตัวเล็ก ๆ จะสร้างสรรขึ้นมาได้ การ เตรียมการสร้างภูมิคุ้มกัน ของมนุษย์จึงเป็นเพียงการคลุมครองเพียงกาย เป็นการสร้างความจำเป็น พื้นฐาน ความมั่นคงในชีวิต แต่ความมั่นคงในจิตใจ ยังไม่ผ่าน ยังหวาดผวา..เมื่่อยามฟ้าร้อง พายุเข้า อาเพทต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ย่อมสั่นไหวจิตใจมนุษย์เสมอมา ทุกชนชาติในอดีต สร้างประเพณี เติมขวัญ สร้างกำลังใจ แก่หมู่ชนของตนเอง แก่กลุ่มคน การเรียก ขวัญ การสู่ขวัญ การขอขมาฟ้าดินเทพยดาอารักษ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลาย จึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องมี เพื่อ เพิ่มความอาจหาญ ความหาญกล้า โดยสร้างสัญญลักษณ์แทน จักรวาล แทนพระผู้เป็นเจ้า เพื่อเพิ่มขวัญ กำลังใจ และการอยู่ร่วมกันระหว่างคน กับสรรพสิ่งรอบตัวเรา แล้วต้องทำต่อเนื่องทุกปี.... ปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ขาดหายไปจากสังคม ไปจากหมู่ชน ทุกคนมุ่งสร้างปัจจัย เครื่องอำนวยความสะดวก ห่างพระผู้เป็นเจ้า ห่างภูมิปัญญาที่หลอมรวมมนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ วันนี้ภูมิคุ้มกันตัวนี้ เราไม่ได้สร้างสรรค์ขึ้นมา ขาดการสืบทอด ขวัญและกำลังใจ กำลังขาดหายไปทุกที...
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|
ภูมิคุ้มกันชีวิต .......๒ สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล เขียน 
ภูมิคุ้มกันชีวิต ลำดับต่อมา เป็นความมั่นคงของชีวิต ไม่น้อยกว่า ๒ เรื่อง คือ ความมั่นคงทางอาหาร หนึ่ง, ความมั่นคงในชีวิตด้านสุขภาพ หรือสวัสดิการชีวิต เป็นอันตับต่อไป ในบางประเทศคิดให้ความมั่นคงชีวิต ของประชาชนของเขาในระดับสูงสุด เช่น มีความมั่นคงในรายได้ นั่นคือมีรายได้ไปตลอดชีวิต, หรือ การสร้างสังคมที่มีความยุติธรรม ไม่เลือกระบบแบบหุ่นยนต์ แต่สร้างคุณธรรม จริยธรรมให้เกิดมี ในชาติของตนเอง,มีความมั่นคงในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ มีดิน มีน้ำ มีอากาศที่ใสบริสุทธิ์ เหล่านี้ คือภูมิคุ้มกันชีวิตที่เป็นมาตราฐานที่สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง..... ประเทศใดมีภูมิคุ้มกัน เพียงแค่เรื่องเดียว ระดับพื้นฐาน ก็ส่งผลให้ประชาชนของชาติมีคุณภาพที่ดีแล้ว แต่ถ้าสร้างภูมิคุ้มกันได้หลายระดับยิ่งขึ้นไป ก็จะยิ่งทำให้ประชาชนของประเทศนั้น ๆ มีคุณภาพที่ดี มีความสุข และคุณค่ามากเท่านั้น...
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|
สร้างภูมิคุ้มกันชีวิต....๑ สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล เขียน 
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์พระราชทานไว้นานแล้ว แต่การนำมาปรับใช้ ก็ยังไม่ก้าวหน้าเท่าใดนัก เนื่องจาก ไปสับสนกัน เรื่อง ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข คือ พอประมาณ,มีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้มกัน เป็นหลักทั่วไป ซึ่งเข้าใจง่าย ทำโดยใช้ความรู้ คือ การวิจัยก่อนทำ และมีคุณธรรม คือ ทำแล้วไม่เอารัดเอาเปรียบคนอื่นเขา ถ้าคิดง่าย ๆ ก็ประมาณนี้..... เวลาปฏิบัติงาน ให้เริ่มทำอะไรให้พอประมาณ "ไม่โลภ" ซึ่งสวนทางกับกระแสโลก ที่ "PREED IS GOOD" โลภมากแล้วดี ....ทำอย่างมีเหตุ มีผล คือน้้ำท่วมก็ต้องหยุด เหมือนพระราชพิธีทางชลมารค ซึ่งต่าง กับ งานเอ็กซ์โป บางแห่ง โดยสถานการณ์น้ำกำลังท่วมกรุงเทพฯ ก็ยังจัดงานแสดงสินค้าที่เมืองทองธานีอีก...ส่วนการสร้างภูมิคุ้มกัน ก็คือทำอะไรไว้เผื่อเกิดวิกฤตน้ำท่วม ฝนแล้ง หนาวนาน เป็นต้น พอได้คิดแบบนี้ ก็เลยคิดว่า การประพฤติตัว และปฏิบัติตัว ควรจะได้น้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ได้ ในครอบครัว ,ชุมชน ,สังคม ประเทศ..เพื่อหวังประโยชน์ที่จะเกิดในอนาคต อย่างน้อยเรื่องยาเสพติด ปัญหาสำคัญที่ยังแก้ไม่ตกเสียที การสร้างภูมิคุ้มกันชีวิต จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อไม่ให้เกิด วิตกวิจารณ์ (วิตกจริต) เตรียมความพร้อมสำหรับภัยที่ควบคุมได้ และภัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้ผ่านพ้นชีวิตไปอย่างไม่เดือดร้อนมากนัก...
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|
ชาติใดไร้กตัญญู ก็อยู่ยาก สมพงศ์ ตันติวงศ์ไพศาล เขียน 
สองวันมาแล้วที่ข้าพเจ้าเข้าร่วมกับ สภาองค์กรชุมชนตำบลบางคนที เข้าฝึกอบรม แกนนำตำบล โดยกระบวนการประชาชาธิปไตยชุมชน จังหวัดสมุทรสงคราม วันที่ ๑๗ - ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ ที่ คุ้มพญาซอ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม โดยงานนี้ มีวิทยากรรับเชิญ คือ คุณชัยวัตน์ ถิระพันธุ์ วิทยากรสร้างความรู้ เรื่องประชาธิปไตยชุมชน เพื่อการจัดการจังหวัดของตนเอง วันแรกดีมาก เป็นการทบทวนอดีต เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว กับปัจจุบัน แล้วให้เริ่มคิดเรื่องอนาคต เพียงเป็นแนวทางสำหรับ แกนนำตำบลชาวแม่กลองได้ตระหนักคิดกัน แต่ท่านวิทยากร มีคำพูดดี ๆ คือ "ชาติใดไร้กตัญญู ก็อยู่ยาก" มีความหมายกินใจ และวันนี้้ข้าพเจ้าคิดว่า น่าจะนำมาขยายให้ฟังกัน......
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|
|
<< เริ่ม < ก่อนหน้า 1 2 ต่อไป > สุดท้าย >>
|